Features | Diplomacy | East Asia

operator skill call of duty: The Koreas, Bastion of Cold War Realism

โจ๊กเกอร์เกมสล็อตxyz, CSS โชว์กำไรปี 58 ที่ 268.23 ลบ. เติบโต 14% ประกาศจ่ายปันผล 0.10 บ./หุ้น MFEC จ๋อย กำไรปี 58 ลดลง 27% หลังรายได้วางระบบลดลง นางฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนผู้มีคะแนนนำสำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งหน้า ได้ออกมาเตือนญี่ปุ่นและจีนว่า หากนางคลินตันได้เป็นผู้นำสหรัฐ นางคลินตันก็พร้อมที่จะตอบโต้ทั้งสองประเทศในกรณีที่จีนและญี่ปุ่นมีเจตนาลดค่าเงินของประเทศด้วยจุดประสงค์ที่จะผลักดันการส่งออกความเห็น: แรงเหวี่ยง 1.88; ให้ขายตัดขาดทุนหากราคาต่ำกว่า 1.77ทั้งนี้ BCPG มีเป้าหมายขยายกำลังการผลิตภายใน 5 ปี (ปี 59-63) เป็น 500 เมกะวัตต์ จากสิ้นปีก่อนมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 175 เมกะวัตต์ โดยวางงบลงทุน 5 ปีที่ระดับ 4.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเป็นการลงทุนทั้งในประเทศญี่ปุ่นและในไทย ขณะเดียวกันก็มองโอกาสที่จะขยายการลงทุน ไปยังพลังงานลมที่ประเทศเกาหลีใต้ ,ไต้หวัน ,จีน หรือในแถบเอเชีย รวมถึงทวีปยุโรป, สหรัฐ อีกด้วย ซึ่งเบื้องต้นคาดได้เงินจากการระดมทุนขาย IPO ราว 6-8 พันล้านบาท เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดบวก 25.57 จุด สวนทางภูมิภาค、 รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงคาดการณ์เศรษฐกิจของประเทศไว้ โดยระบุว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องแม้จะมีการอ่อนตัวลงบ้าง ในขณะเดียวกันก็ได้แจ้งเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจมาจากเศรษฐกิจที่ผันผวนในต่างประเทศ เมื่อมองในภาพรวมของเศรษฐกิจโลกแล้ว ญี่ปุ่นได้ลดการคาดการณ์ของเศรษฐกิจโลกลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนส.ค.ของปีที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากความอ่อนแอในภาคบริษัทของสหรัฐและประเทศในกลุ่มยูโรโซน ค่าระวางเรือปิดวานนี้ขยับขึ้นต่อเนื่องสรุปภาวะตลาดภาคเช้า : แรงขายทำกำไรกดลงแดนลบ และฟื้นตัวปิดบวก SET เช้านี้เปิดตัวในแดนบวกและแกว่งผันผวนระหว่างแดนบวก-ลบจากแรงเทขายทำกำไรในช่วงเปิดตลาด โดยรวมยังสามารถกลับมายืนในแดนบวกได้เช่นเดียวกับทิศทางการเคลื่อนไหวของดัชนีในภูมิภาค ภาคเช้าปิดที่ระดับ 1336.03 จุด +4.10 จุด หรือ +0.3% ด้วยมูลค่าซื้อขายที่ระดับ 2.0 หมื่นลบ. หุ้นกลุ่มหลักที่ปรับตัวขึ้นหนุนตลาดได้แก่ ก่อสร้าง +1.1% และพาณิชย์ +1.0% ในขณะหุ้นกลุ่ม ขนส่ง -1.6% และปิโตร -0.8% ปรับตัวลงกดดันดัชนี ด้านค่าเงินบาททรงตัวใกล้ระดับ 35.70 บาท ไม่เปลี่ยนแปลงมากนักโดยบริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด ได้เข้าหารือวางแผนกลยุทธ์สำหรับอุตสาหกรรมการบินร่วมกับสายการบินในประเทศไทยเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์การคมนาคมและกระตุ้นการท่องเที่ยวของประเทศไทยเท่านั้น โดยไม่มีการเจรจาซื้อขายหุ้นของบริษัทฯ กับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI แต่อย่างใดกราฟ FIRE โค้งตัวตั้งลำตีวงเป็น U-curve มีสัญญาณซื้อเกิดขึ้นใน Stoch พร้อมทั้งปริมาณโวลุ่มสะสมที่เพิ่มขึ้นมากกว่าระยะที่ผ่านมา ดังนั้น โอกาสดีดตัวขึ้นต่อเนื่องไปยังแขนขวาที่ 2.82 บาท หากผ่านได้จะกลับตัวเป็นขาขึ้น, กลุ่มที่ปรับเพิ่มขึ้นแรงวานนี้อย่างธนาคารฯถูกขายทำกำไรเล็กน้อย ส่วนกลุ่มพลังงานเริ่มมีแรงซื้อกลับ รวมไปถึงกลุ่มที่เคลื่อนไหวแย่กว่าตลาดในช่วงที่ผ่านมา อย่าง รับเหมาณ ค้าปลีก การเงิน ก็มีแรงซื้อกลับเช่นกัน มองว่าตลาดยังคงอยู่ในสภาวะ Rotation หรือสลับกลุ่มลงทุน โดยกลุ่มหุ้นที่น่าจะเป็นเป้าหมายต่อไป คือหุ้น Big Mid Cap ใน SET50 ที่ยังขึ้นช้าในช่วง 15-24 ก.พ. ที่ผ่านมาเช่น INTUCH (+5.4%) TCAP(+4.8%) TMB(+4.0%) KTB (+3.5%) CPN (+3.4%) ADVANC (+3.3%) BDMS (+2.4%) CPF (+2.1%) BH (-3.2%) นอกจากนั้นกลุ่มหุ้นปันผลสูงก็น่าจะเป็นเป้าหมายในการเก็บเช่นกันเช่น ASK MCS PS ADVANC INTUH KTB เป็นต้น Follow Buy เหนือ 18.10 บาทเพื่อเล่นสั้น บีโอไอเดินหน้าแผนส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ เน้นสร้างเครือข่าย-ความร่วมมือกลุ่มประเทศเป้าหมาย เผยปี 59 เตรียมจับมือ 4 ประเทศกลุ่มตลาดใหม่ลงนาม MOU อำนวยความสะดวกนักลงทุน พร้อมร่วมมือ 5 ประเทศในกลุ่มซีแอลเอ็มวีและอินโดนีเซีย จัดกิจกรรมใหญ่ ทีโอไอฟอรั่มภายในเดือน ส.ค.นี้ผลการดำเนินงานในปี 58 บริษัทมีรายได้รวม 2,625 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 8.1% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มีรายได้รวม 2,858 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิเท่ากับ 301 ล้านบาท ลดลง 16.7%% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเท่ากับ 361 ล้านบาท เนื่องมาจากปัจจัยการชะลอตัวของประเทศอินโดนีเซียและจีน ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าหลัก APCO ใจป้ำ จ่ายปันผล 0.10 บ./หุ้น แม้งบฯปี 58 กำไรลดลง 15%นอกจากนี้จะเสนอให้ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นอนุมัติออกและเสนอขายหุ้นกู้จากเดิมที่มีวงเงินออกและเสนอขาย 7 พันล้านบาท เป็น 1.5 หมื่นล้านบาท โดยหุ้นกู้ระยะสั้นไม่เกิน 270 วัน และหุ้นกู้ระยะยาวไม่เกิน 10 ปี ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) เผยความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเกาหลีใต้ที่มีต่อภาวะเศรษฐกิจปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน และอยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน ซึ่งบ่งชี้ถึงผลกระทบด้านลบจากยอดส่งออกที่ร่วงลงอย่างหนัก โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCSI) ในเดือน ก.พ.59 อยู่ที่ระดับ 98 ลดลง 2 จุดจากเดือนก่อนหน้านี้บริษัท เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ ASK และรวมของบริษัทย่อย รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 58 สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.58 มีกำไรสุทธิ 680.61 ล้านบาท หรือมีกำไรต่อหุ้น 1.93 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 1.43% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 670.99 ล้านบาท หรือมีกำไรต่อหุ้น 1.91 บาทแนวต้าน : 6.60 และ 6.65? ฮั่งเส็งปิดร่วง 222.33 จุด คาดเศรษฐกิจชะลอตัวปีนี้ เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดร่วง 6.41% เหตุวิตกสภาพคล่อง。

การเติบโตทั้งกำไรและรายได้เกิดจากการที่บริษัทขยายการรับงานเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบ และตกแต่งภายใน Retail Shop (Interiors) ธุรกิจงานแสดงสินค้า และนิทรรศการ (Exhibitions) ธุรกิจตลาดทางเลือก (Alternative Marketing) และธุรกิจงานพิพิธภัณฑ์ และสวนสนุก (Museums and Thematic Park) ตามความต้องการของตลาดที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นส่วนกรณีที่มีข่าวว่านักบินนกแอร์ลาออก 17 คน นั้นนายอาคมกล่าวว่า มีนักบินลาออกในขณะเดียวกัน มีนักบินเข้ามาใหม่ขณะนี้อีกประมาณ 15 คน โดยประมาณ 10 คน เป็นนักบินและครูฝึกด้วยจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นพันธมิตรจากโบอิ้งและบางส่วนเป็นนักบินที่ตัดสินใจลาออกไปก่อนหน้านี้ แล้วเปลี่ยนใจกลับมาใหม่ขอมาปักหลักกินข้าวหม้อเดียวกันจะทำให้มีนักบินเพิ่มอีก 15 คน จากที่มี 190 คน, EPCO ตั้งเป้ากำไรปี 59 โตไม่ต่ำกว่า 50% ตามแผนขยายโรงไฟฟ้าทั้งใน-ตปท.、เครดิต ฟรี ไม่ ฝาก ก่อน、 สมาคมแลกเปลี่ยนทองคำและเงินของจีน เผยราคาทองคำที่ตลาดฮ่องกงปรับตัวขึ้น 132 ดอลลาร์ฮ่องกง ปิดที่ระดับ 11,480 ดอลลาร์ฮ่องกง/ตำลึงในวันนี้ ราคาดังกล่าวเทียบเท่ากับ 1,240.22 ดอลลาร์สหรัฐ/ทรอยออนซ์ เพิ่มขึ้น 14.26 ดอลลาร์สหรัฐ ที่อัตราแลกเปลี่ยนล่าสุด 1 ดอลลาร์สหรัฐ/7.77 ดอลลาร์ฮ่องกง。 สำนักข่าวอินโฟเควสท์รายงานว่าสัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนเม.ย.ปิด(24 ก.พ.) บวก 28 เซนต์ หรือ 0.9% แตะที่ 32.15 ดอลลาร์/บาร์เรลส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนเม.ย.ที่ตลาดลอนดอน ปิดบวก 1.14 หรือ 3.4% แตะที่ 34.41 ดอลลาร์/บาร์เรล, LDC ไม่ปลื้มปี 58 พลิกขาดทุน 30.62 ลบ.เหตุรายได้การบริการหด-มีค่าใช้จ่ายสูงพร้อมประกาศจ่ายปันผลงวดดำเนินงาน วันที่ 1 ม.ค.58 ถึงวันที่ 31 ธ.ค.58 เป็นเงินสดจำนวน 0.02 บาทต่อหุ้น โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD ไม่ได้รับสิทธิปันผลในวันที่ 4 พ.ค.59 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 24 พ.ค.59บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ PDI รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2558 สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.58 (รวมบริษัทย่อย) มีกำไรสุทธิ 150.76 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.67 บาทต่อหุ้น หรือลดลง 67% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 461.13 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 2.04 บาทต่อหุ้น,แนวโน้มในระยะสั้นๆระดับราคาได้ Break แนวต้านของแนวโน้มในระยะกลางในรูปแบบ Triple Top ที่บริเวณ 43.25 บาทขึ้นมาเป็นสัญญาณซื้อที่จะมีแนวต้านเป้าหมายถัดไปที่บริเวณ 47.50 บาทเป็นอย่างน้อยโดยกำไรในช่วงดังกล่าวปรับตัวขึ้นเนื่องจากบริษัทมีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้นประมาณ 182.33 ล้านบาท ขณะที่บริษัทปรับกลยุทธ์ด้านราคาและส่วนลดการขายและการบริหารต้นทุนการก่อสร้างโดยรวมสำหรับบ้านในโครงการขณะที่มีการเคลื่อนไหวผ่านสื่อโซเชียลของนายพาทีในวันนี้(25 ก.พ.) ว่า สถานการณ์กำลังจะกลับมาดีและดีมากๆ พร้อมยืนยันว่าสายการบินยังไม่เจ๊งตามข่าวบริษัทตั้งงบลงทุนปีนี้ไว้ราว 500 ล้านบาท เพื่อใช้สร้างโรงงานใหม่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ กำลังการผลิต 3,600 ตัน/ปี โดยจะเริ่มเดินเครื่องผลิตได้ในช่วงต้นปี 60 และส่วนที่เหลือใช้ในการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และพัฒนาระบบ ITพร้อมประกาศจ่ายปันผลงวดดำเนินงาน วันที่ 1 ม.ค.58 ถึงวันที่ 31 ธ.ค.58 เป็นเงินสดจำนวน 0.17 บาทต่อหุ้น โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD ไม่ได้รับสิทธิปันผลในวันที่ 8 มี.ค.59 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 12 เม.ย.59ขณะที่บริษัทอยู่ระหว่างรอลุ้นผลการประมูลงาน High Potential อีกกว่า 6,500 ล้านบาท คาดว่าจะทราบผลการประมูลอีกหนึ่งโครงใหญ่ได้ในประมาณเดือนเมษายน 2559 และถึงแม้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะผันผวนแต่แผนการลงทุนในอุตสาหกรรมหนักทั่วโลกยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง จึงเชื่อมั่นว่าบริษัทจะสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้เช่นเดิม ,IMPACT(+)CPALL PTT ADVANC PTTEP BBL BAY BH INTUCH SCC CPN HANA KTB TRUE BJC PS TOP IVL TCAPส่วนบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนใน mai จะต้องมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท จากเดิมไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท และจะต้องมีส่วนทุนเพิ่มเป็นไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท จากเดิมไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท โดยหากใช้เกณฑ์มาร์เก็ตแคปก็จะต้องมีมูลค่ามาร์เก็ตแคปไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท จากเดิมไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท แต่หากใช้เกณฑ์กำไรก็จะต้องมีกำไรไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท จากเดิมกำหนดไว้ไม่ต่ำกว่าศูนย์ เป็นต้น นอกจากนั้น ยังจะกำหนดราคาตามมูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) ขั้นต่ำที่ 0.50 บาท/หุ้นหุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวขึ้น โดยหุ้นโกลด์แมน แซคส์ พุ่งขึ้น 1.9% ทำสถิติปิดบวกเป็นเวลา 3 วันในรอบ 4 วันทำการ ขณะที่หุ้นมอร์แกน สแตนลีย์ พุ่งขึ้น 3.9% หุ้นเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค และหุ้นซิตี้กรุ๊ป ต่างก็ปรับตัวขึ้นกว่า 1.3%, หุ้นกลุ่มผู้ผลิตวัตถุดิบดีดตัวขึ้น โดยหุ้นดาว เคมิคอลส์ และหุ้นดูปองท์ ต่างก็ปรับตัวขึ้นอย่างน้อย 1.9% ขณะที่หุ้นซีเอฟ อินดัสทรีส์ โฮลดิงส์ ทะยานขึ้น 4.4%。

A reluctant but pragmatic defense of neorealism in Northeast Asia.

The Koreas, Bastion of Cold War Realism
Credit: Panmunjom via Vacclav / Shutterstock.com

Nuclear crises, propaganda and espionage, a clash of ideologies – the Korean peninsula is the ?only place in the world where the Cold War lingers. This persistence is the result of the 1953 Armistice Agreement and the apparent neorealist policies employed by North Korea. Despite the problems with neorealism and its appropriately dwindling popularity, it remains a useful lens through which to understand the conflict on the peninsula, and the defensive realist reactions on the part of China and South Korea.

Rather than asserting that realism or its offshoots are the ultimate International Relations grand theories, I suggest that neorealism remains a crucial aspect of IR security theory. The offensive realist behavior of the DPRK and the defensive realist policies of China and the South Korea serve to illustrate the unfortunate but continued significance of neorealism within international relations.

Neorealism, defined by Kenneth Waltz in 1959, holds that states are unitary rational agents acting in their perceived self-interest within a system wherein each state seeks to ensure its perpetuation and maintain a balance of power. Structure is the defining feature of the theory, with states the main actors competing within an anarchic system to maintain their power and stability. The modern East Asian regional complex has security dynamics very similar to those that prevailed in the Cold War during the second half of the 20th century. Because the Korean War concluded with an armistice agreement and not a peace treaty, the Cold War on the peninsula has effectively continued, producing a subsequent nuclear proliferation; the crisis has only escalated since the DPRK announced in May 2009 that it would no longer abide by the armistice. As during the Cold War, foreign relations in the region are based on allegedly rational cost-benefit analyses of war and executing the appropriate policies. The focus of North-East Asian states has been on classic security dilemma proliferation and maintaining a balance of power to avoid war.

Just as during the 20th century Cold War between the U.S. and the U.S.S.R., the objective of each actor is not to engage in war and suffer its costs and consequences; rather each state is more interested in preventing war and maintaining regional stability and their spheres of hegemony. This loosely follows the balance of power security model, which holds that: all states are power-seeking; states ultimately seek hegemony over their system; and that other states in the system will attempt to block those bids for hegemony. However, the regional system of East Asia is different from the Cold War bipolarity; instead, it has a multi-polar dynamic, in which China, South Korea, and the U.S. compete for regional hegemony. Actors optimally try to have good relations with the other players or minimally try to avoid hostile relations; and actors try to prevent threateningly close cooperation between the other actors. This logic is reflected in the defensive realist policies of China and South Korea, while North Korea has taken a more offensive power-seeking approach.

The DPRK Strategy

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Offensive realism is the strategy being pursued by the DPRK, keeping John Mearsheimer’s brand of realism relevant in contemporary IR theory. This theory dictates that states seek to maximize power through increased military capability, as can be seen with North Korea’s nuclear ambitions. While it remains unknown whether or not the DPRK is seeking hegemonic status in the region as an orthodox reading of offensive realist policy would suggest, it is certain that its newfound nuclear capability is the North’s only effective foreign policy tool; without nuclear weapons, North Korea would receive very little attention, which is an international embarrassment given its grave yet largely ignored human rights crises. Yet just as realism suggests, proliferation and security are central to the foreign policy of the region.

The DPRK has acted as a classical realist state in building up its nuclear arms in response to its perceived security threats. Contrary to the popular stance taken by the Western media, the perceived security threat of the U.S. is not all baseless paranoia.

The Korean War, and the U.S. threat to use nuclear weapons in defense of South Korea, understandably pushed Kim Il-sung to pursue nuclear technology early on, and after China’s denial to share its nuclear secrets after its test in 1964 an indigenous DPRK program was pursued. The fear of a U.S. confrontation was exacerbated in the late 1960s as the U.S. placed nuclear weapons on ROK soil, and there was concern in Pyongyang that North Korea’s larger communist allies would no longer provide support as it observed the Cuban missile crisis, the Chinese Cultural Revolution, and the Russo-Sino split. North Korea’s security environment deteriorated with the end of the Cold War: It lost funding from the U.S.SR, South Korea flourished economically and militarily, China focused on its own economics and reached out to South Korea, and Russia recognized the ROK. Without being able to lean on the Soviets or their own declining conventional weapons program, nuclear weapons offered the most security and were therefore a logical option. Finally, with the U.S. invasion of Afghanistan Iraq and the instance on regime change in Iraq, Pyongyang worried that it might be the next focus of American foreign policy and so built up its nuclear deterrent.

While the perceived security threat is the main motive behind nuclearization, domestic politics and international norms also provide motivations: The focus on external threats distracts from daily grievances and gives the Kim regime power and legitimacy, and the international symbolism of nuclearization gives the DPRK a highly effective diplomatic bargaining chip, along with the international status of a modern state.

The DPRK has not yet developed enrichment capabilities to enrich uranium on an industrial scale, and so is a limited nuclear power in the practical sense. Based on evidence from its May 2009 test, North Korea has approximately enough plutonium for four to eight primitive nuclear weapons; it is also safe to assume that they can only be launched over relatively short distances. Yet, this is enough to aggravate the international community and to concern its neighbors. With its small and militarily useless nuclear arsenal, North Korea has proven that a nuclear program does not need to be large or sophisticated to be politically effective.

Defensive Realism

Defensive realism shares the structural tenets of offensive realism; both emphasize the importance of balancing behavior in a chaotic international system. Yet defensive realism proposes that the unrestrained pursuit of power is counterbalancing and therefore not desirable. The PRC and ROK have reacted to North Korea’s offensive realism with defensive realist foreign policy aimed at balancing the DPRK’s aggressive behavior and calling for restraint. It must be noted that their policy motives also include suspicions about Japan, the U.S., and each other, as well as a wide range of domestic considerations, but that non-proliferation is the driving motive behind the PRC and ROK’s regional foreign policy.

The most pressing concern from the region is a conflict between Pyongyang and Seoul or Tokyo; the desire to avoid such a clash is what drives relations between North Korea and its neighbors. Second to this is avoiding the potential disasters of regime change or collapse: These include a refugee crisis for China and South Korea; an economic crisis for Seoul should it absorb the North in an attempt at reunification; an economic crisis for China as the unstable region experiences capital flight; and the unpleasant realities of dealing with a humanitarian crisis should the human rights abuses occurring in the North be stopped and rectified. Finally, the region is interested in preventing North Korea from expediting nuclear crises around the world by exporting nuclear technology. All parties realize that between the options of engagement, disengagement, and containment, the former is the most appealing because it allows for the greatest potential to control, or at least influence, Pyongyang. This cost-benefit analysis is the framework around which defensive realist policy is formed in both China and South Korea.

China is ultimately concerned with the denuclearization of North Korea. DPRK test facilities are close to the Chinese border and threaten Chinese security should an accident occur, and could already be having a negative ecological impact. More pressingly (as “hard” security concerns always trump “soft,” environmental concerns regardless of the consequential long-term ecological insecurity), the PRC does not want an expanded North Korean nuclear program that might prompt the ROK and Japan to develop nuclear weapons should they lose confidence in the U.S. nuclear umbrella. Further, the implications of accepting a DPRK nuclear program for the future of non-proliferation and the Non-Proliferation Treaty (NPT) do not bode well for global security, especially given the possibility of North Korean nuclear exports to non-state actors. Finally, China does not want North Korea to continue to nuclearize because it threatens China’s nuclear monopoly in the region. This follows classical realist security logic: China seeks balance and is most secure when it is the only nuclear power in the region, and therefore opposes attempts at nuclearization by other states.

China is also concerned about the possible collapse of a nuclearized DPRK and the potential security consequences. From a Chinese perspective, a U.S. intervention in North Korea (a likely outcome of regime collapse) would be even less appealing than a more nuclearized DPRK. Haunted by the detriment of the Korean War and bound by the 1961 Sino-DPRK Treaty of Friendship, Cooperation, and Mutual Assistance, China seeks to avoid military conflict on the peninsula at all costs. China also has an interest in maintaining the status quo because North Korea acts as a physical buffer by which, under different circumstances, an adversary could launch an invasion of China; Beijing remembers the Japanese invasion in the 1930s and 1940s, and the Korean War during which enemy troops were threatening China’s border. North Korea could possibly be forced to abandon its nuclear aspirations if the PRC were to impose harsh economic sanctions, but China fears that doing so would result in internal collapse of the DPRK regime.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

South Korea has taken a similar defensive realist policy as China. Even following the failure of the Sunshine Policy, due in large part to the DPRK’s refusal to cooperate, the ROK has been eager to maintain peaceful if strained relations. This is mostly because South Korea has no interest in a military confrontation of any kind with the North. A conventional military conflict would certainly result in a victory for the ROK, especially with the help of the U.S. (and possibly Japan), but would devastate Seoul, which sits only 40 km from the demarcation line. Accordingly, South Korea has a sufficient deterrent under the U.S. nuclear umbrella, maintaining its defensive realist position of itself themselves without military aggression.

South Korea, like China, doesn’t want the regime in the North to collapse because it would presage a massive wave of migration. South Korea is hesitant to even discuss the possibility of managing a collapsed North Korea for fear that it would invite unwanted intervention, forever thwarting hopes for reunification. The ROK and China also share apprehensions about the potential fate of North Korea’s stockpile of nuclear weapons and technology should the North collapse.

The PRC government’s legitimacy is premised on continued economic growth; therefore the state’s economic interests are also its security interests, and China’s economic interests are deeply tied to stability in Korea. A conflict on the peninsula would damage Chinese production, foreign direct investment, liquidity, and trade, and it would aversely influence the huge Sino-South Korean trade relationship by diverting economic resources into North Korea. The PRC, with pressure from the U.S., agreed to United Nations (UN) Security Council resolutions condemning North Korea along with mild economic sanctions against Pyongyang, but even the most scathing of these have been relatively benign.

In its cautious position, China also affirms that the DPRK has the right to pursue peaceful nuclear energy after it returns to the NPT, and maintains that there is no solution available other than continued dialogue between the concerned parties. The PRC is also allied with the DPRK for political reasons, but their historic communist connection has been tested by what Beijing views as Pyongyang’s insolence and incendiary rhetoric: the fraternal relationship is tense as the big brother finds the younger one’s international temper tantrums a treat to the security and prosperity of the region.

Like China, the legitimacy of the ROK government is partially based on economic growth, and the security of the state depends to some extent on continued economic prosperity. Unsurprisingly, the North was adamantly opposed to the Sunshine Policy’s principle of reciprocity though it continued the opportunistic exploitation of it. North Korea desperately needs the economic aid and wants assurance that North-South relations include aid and assured security. South Korean economic concerns have escalated with the increased North-South animosity of the Lee administration, culminating in the March 2010 sinking of the Cheonan in the Yellow Sea and again highlighting the security issues of the region.

China and South Korea have a shared security interest in preventing war on the Korean peninsula and avoiding a DPRK regime change, employing similar policies based on realist thinking. While North Korea behaves in an offensive realist manner as it nuclearizes in an attempt to accumulate and display power, the PRC and ROK have responded with defensive realist policies aimed at maintaining stability on the Korean peninsula with the intention of avoiding undesired conflict. This case study provides evidence that classical realism remains a fundamental aspect of IR and security theory, and has not declined since the end of the Cold War; states continue to act in their perceived self-interest with an emphasis on state security and power relations. The ongoing nuclear crisis also holds significant implications for the future of global non-proliferation and global security as rogue states and non-state actors acquire nuclear technology.

Morgan Potts is an assistant editor at Sino-NK, and a production editor at the British Association for Korean Studies.