The Debate

188betcsgo: The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay

pg ฝาก 10 รับ 100 1️⃣2021,เนื่องจาก SINGHA ยังไม่สามารถแต่งตั้งกรรมการตรวจสอบให้ครบถ้วนภายในเวลาที่ตลาดหลักทรัพย์ฯกำหนด ดังนั้นเพื่อให้เป็นไปตามมาตรการในการดำเนินการต่อบริษัทจดทะเบียนที่มีกรรมการตรวจสอบไม่ครบถ้วน ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงขึ้นเครื่องหมาย SP (Suspension) หลักทรัพย์ของ SINGHA ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2558 เป็นต้นไป จนกว่าบริษัทจะดำเนินการแต่งตั้งกรรมการตรวจสอบได้ครบถ้วนตามข้อกำหนดอนึ่ง TKN เป็นผู้บุกเบิกในการผลิตและจำหน่ายขนมขบเคี้ยวประเภทสาหร่ายแปรรูปแบบครบวงจร ภายใต้แบรนด์ เถ้าแก่น้อย และเป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาดมา โดยตลอด ด้วยส่วนแบ่งตลาดในประเทศสูงถึง 62% โดยผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ 4 ประเภทหลัก ได้แก่ สาหร่ายทอด สาหร่ายเทมปุระ สาหร่ายอบ และสาหร่ายย่าง ม.หอการค้า เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ค. อยู่ที่ 73.4?เนื่องจาก SINGHA ยังไม่สามารถแต่งตั้งกรรมการตรวจสอบให้ครบถ้วนภายในเวลาที่ตลาดหลักทรัพย์ฯกำหนด ดังนั้นเพื่อให้เป็นไปตามมาตรการในการดำเนินการต่อบริษัทจดทะเบียนที่มีกรรมการตรวจสอบไม่ครบถ้วน ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงขึ้นเครื่องหมาย SP (Suspension) หลักทรัพย์ของ SINGHA ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2558 เป็นต้นไป จนกว่าบริษัทจะดำเนินการแต่งตั้งกรรมการตรวจสอบได้ครบถ้วนตามข้อกำหนดความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานที่สูงขึ้นนั้น ได้สกัดปัจจัยบวกจากรายงานที่ว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 31 ก.ค.ร่วงลง 4.4 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 455.3 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงเพียง 1.5 ล้านบาร์เรล ส่วนสต็อกน้ำมันดิบที่เมืองคุชชิ่ง รัฐโอกลาโฮมา ซึ่งเป็นจุดส่งมอบน้ำมัน ลดลง 542,000 บาร์เรล สู่ระดับ 57.2 ล้านบาร์เรลโดยดัชนี MSCI Asia-Pacific แทบไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเวลาประมาณ 13.00 น.ตามเวลาญี่ปุ่น ขณะที่ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซียปิดภาคเช้าที่ 1,679.86 จุด ลดลง 14.78 จุด, -0.87%สำหรับผลประกอบการไตรมาส 2/58 ที่ออกมานั้น บริษัทยอมรับว่าปรับตัวลดลงเล็กน้อย โดยรายได้รวมอยู่ที่ 83.32 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 18.31 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสุทธิ 3.87 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการชะลอตัวของตลาดต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา อีกทั้งราคาขายในตลาดปรับตัวลดลงจากการชะลอตัวของตลาดวัสดุก่อสร้าง นอกจากนั้นยังเกิดจากปัจจัยโดยภาพรวมของประเทศที่ชะลอตัว โดยเฉพาะภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้กำลังซื้อวัสดุก่อสร้างหดตัวอาคาร,งานระบบน้าร้อน,งานระบบเรียกพยาบาล,งานระบบขนส่งตามท่อและงาน ITD เตรียมแถลงข่าวลงนามสัญญาโครงการทวายระยะแรกพรุ่งนี้ หนังสือพิมพ์อีโคโนมิค อินฟอร์เมชั่น เดลี่ รายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนก.ค.ของจีน มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นประมาณ 1.6% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งสูงกว่าเดือนมิ.ย.ที่ขยายตัวเพียง 0.2%?ธุรกิจของบริษัทในครึ่งหลังปีนี้จะกลับมาคึกคักได้อีกครั้ง จากการเริ่มทยอยเดินเครื่องของโครงการต่างๆที่บริษัทได้ลงทุนไปในช่วงที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ ทั้งในส่วนของธุรกิจพลังงานทดแทน และธุรกิจเคมีภัณฑ์ต่างก็เริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์และรับรู้รายได้ จึงมั่นใจว่าเป้ารายได้ที่วางไว้ 1,500 ล้านบาทสามารถทำได้แน่นอน ขณะที่ MACD ปัจจุบันที่ส่งสัญญาณบวกจากการปรับเพิ่มขึ้นทำจุดสูงสุดตั้งแต่เดือน พ.ย. ที่ผ่านมา บ่งบอกถึง Momentum ของแรงซื้อที่น่าจะส่งต่อให้ NUSA ปรับตัวขึ้นต่อไป โดยมองแนวต้านที่ 1.00 บาทโดยมีช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านสาขาของบริษัทที่เป็นร้านค้าตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำและห้างไฮเปอร์มาร์เก็ต ครอบคลุมพื้นที่ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด แบ่งเป็น 3 ช่องทาง ดังนี้อนึ่ง น้ำมันดิบดับบลิวทีไอ (WTI Crude) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ West Texas Intermediate เป็นน้ำมันดิบอ้างอิงที่สำคัญในทวีปอเมริกา น้ำมันดิบ WTI เป็นน้ำมันประเภทเบาและหวาน (Light Sweet Crude) โดยมีค่า API อยู่ที่ประมาณ 37 42 ดีกรี และมีปริมาณซัลเฟอร์อยู่ที่ประมาณ 0.24%, คาดว่าราคาจะสามารถดีดตัวขึ้นได้ เพื่อกลับไปทดสอบแนวขอบบนของ Pennant ที่บริเวณ 4.22 บาท หากผ่านได้รอบนี้มีโอกาสขึ้นทดสอบแนวต้านถัดไปที่บริเวณจุดสูงสุดของวันที่ 19 พ.ค. ที่ 4.74 บาท、xo บน เว็บ、0.89 0.96。 สำหรับการที่ PYLON ย้ายการจดทะเบียนจากตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ(mai) มาสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้กองทุนเข้ามาลงทุนในหุ้น PYLON ได้มากขึ้น และต้องการผู้ลงทุนระยะยาวเข้ามาถือหุ้นของบริษัท ซึ่งที่ผ่านมามีหลายกองทุนให้ความสนใจแนวรับ 1430* แนวต้าน 1440* สายธุรกิจด้านพลังงาน และสาธารณูปโภค หรือ U-Trans (Utilities Transportations) นำโดย บริษัทสามารถ ยู-ทรานส์ ร่วมด้วย บริษัทแคมโบเดียร์ แอร์ ทราฟฟิค เซอร์วิสเซส,กัมปอต พาวเวอร์ แพลนด์ และเทด้า เป็นกลุ่มธุรกิจที่เป็นความหวังที่จะสร้างรายได้ระยะยาวให้กับกลุ่มสามารถ โดยจะมีการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์กว่า 1 แสนล้านในธุรกิจพลังงานทั้งในและต่างประเทศ และยังมีโอกาสจากธุรกิจการบินทั้งในลาวและพม่าด้วย นายวัฒน์ชัย กล่าว。

นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการรองผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC เปิดเผยว่า ในปีนี้มาม่าตั้งเป้าหมายผลักดันยอดขายโดยรวมให้เติบโตเพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ตลท.เผยมี 145 บจ. เข้าร่วม Opp Day วันที่ 10 ส.ค.-17 ก.ย.นี้ สูงเป็นประวัติการณ์ , ตลาดหุ้นเอเซียเช้านี้ส่วนใหญ่ยืนอยู่ในแดนลบ โดยตลาดหุ้นไต้หวันลดลงมากที่สุด 1.34% ตามด้วยตลาดหุ้นเกาหลี -0.84% ตลาดหุ้นฮ่องกง -0.39% ตลาดหุ้นอินโดนิเซีย -0.33% ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ -0.41% สวนทางกับตลาดหุ้นจีนและญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้น 0.29% และ 0.42%Energy: ปรับตัวเพิ่มขึ้นกลับขึ้นมาเคลื่อนไหวเหนือแนวรับของกรอบแนวโน้มขาลงที่ระดับ 18000 และมีแนวต้านที่ 18700 IFEC ตั้ง 2 บ.ย่อยแห่งใหม่รวมมูลค่า 400 ลบ.นายเชวง จริยะพิสุทธิ์ และนางสาวเขมกร วชิรวราการ รับทราบและยืนยันการกลับเข้าปฏิบัติหน้าที่กรรมการตรวจสอบของบริษัทตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2558ที่ผ่านมา ซึ่งวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจสอบของนายเชวง จริยะพิสุทธิ์ และนางสาวเขมกร วชิรวราการจะคงเหลืออยู่ตามวาระการดำรงตำแหน่งในฐานะกรรมการบริษัทและจะสิ้นสุดลงเมื่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทพิจารณาวาระการแต่งตั้งกรรมการใหม่แทนกรรมการที่ต้องออกตามวาระในการประชุมผู้ถือหุ้นที่จะจัดให้มีขึ้นในครั้งถัดไป,DCON-W2 ราคาปิด 1.05 บาทฝ่ายวิเคราะห์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) แนะหุ้น PTG ซื้อเก็งกำไร แนวรับ 14.80-15.20 บาท แนวต้าน 16.00-16.20 บาท,ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงเมื่อคืนนี้ เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านมีผลบังคับใช้ ก็จะทำให้อิหร่านสามารถผลิตและส่งออกน้ำมันได้มากขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นด้วยเรามองปัจจัยที่จะเป็นปัจจัยเด่นในภาคบ่ายคือ ผลการประชุมกนง. โดยหากผลการประชุมออกมาเป็นคงดอกเบี้ย เรามองการแกว่งตัวในกรอบแคบของดัชนี แต่หากผลการประชุมออกมาเป็นการปรับดอกเบี่ยลง เราแนะนำเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เช่น LH และ SIRI ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนปันผลที่ระดับสูงกว่า 7% ระยะกลางมอง SET จะเคลื่อนไหวแกว่งออก ถูกกดดันจาก Fund Flow ต่างชาติที่ไหลออกขณะที่วันพรุ่งนี้คาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 35.00-35.25 บาท/ดอลลาร์นอกจากนี้ บริษัทจะมีการยุบบริษัทลูก EXCELON ซึ่งเป็นบริษัทรับงานออกแบบภายในและออกแบบโครงสร้างอาคารที่มีผลการดำเนินงานขาดทุน ซึ่งเป็นตัวฉุดกำไรของบริษัทหลังจากมีการทยอยโอนงานครบทั้งหมด ส่วนมูลค่างานในมือ (Backlog) ของบริษัทในปัจจุบันอยู่ที่ 900 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ 80%,ความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานที่สูงขึ้นนั้น ได้สกัดปัจจัยบวกจากรายงานที่ว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 31 ก.ค.ร่วงลง 4.4 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 455.3 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงเพียง 1.5 ล้านบาร์เรล ส่วนสต็อกน้ำมันดิบที่เมืองคุชชิ่ง รัฐโอกลาโฮมา ซึ่งเป็นจุดส่งมอบน้ำมัน ลดลง 542,000 บาร์เรล สู่ระดับ 57.2 ล้านบาร์เรล ,แนวรับ 922* แนวต้าน 930*-934BANPUU15/24.05 Short เปิดได้ตอนเช้าที่ 24.10 บาท รอทำกำไร 23.30 บาท ตัดขาดทุนเหนือ 24.40 บาทผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ขยายช่วงดำเนินการ บริษัท สตาร์ ซานิทารีแวร์ จำกัด (มหาชน) หรือ STAR และใบสำคัญแสดงสิทธิในการจองซื้อหุ้นสามัญ ของบริษัท สตาร์ ซานิทารีแวร์ จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 2 หรือ STAR-W เข้ามาตรการกับกับการซื้อขาย ระดับ 2 : ห้ามคำนวณวงเงินซื้อขาย และ Cash Balance มีผลวันที่ 7 ส.ค. 2558 ถึงวันที่ 27 ส.ค. 2558ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้นบริษัทบีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ CSSณ เวลา 14.50 น. ราคาอยู่ที่ 4.90 บาท บวก 0.26 บาท หรือ 5.60% สูงสุดที่ 5 บาท ต่ำสุดที่ 4.74 บาท มูลค่าซื้อขายที่ 115.58 ล้านบาท ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยโดยรวมลบ 0.27%ขณะที่มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทสำรวจข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ขั้นสุดท้ายสำหรับภาคบริการของสหรัฐ ดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 55.7 ในเดือนก.ค. จากตัวเลขเบื้องต้นที่ 55.2 โดยได้แรงหนุนจากการขยายตัวในการจ้างงานและธุรกิจใหม่ ,รวมทั้งเลื่อนชำระดอกเบี้ย พร้อมกับสะสมดอกเบี้ยจ่ายไปชำระในวันใดๆ ก็ได้ จำหน่ายให้กับผู้ลงทุนสถาบัน ผู้ลงทุนรายใหญ่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้สำหรับการจัดหาเงินทุน สำหรับการขยายธุรกิจ และเป็นเงินทุนหมุนเวียนบริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SNC รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/58 สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย.58 (รวมบริษัทย่อย) มีกำไรสุทธิ 87.81 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.31 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 78.22 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.27 บาทต่อหุ้นข้อมูลภาคบริการที่สดใสได้ช่วยหนุนดอลลาร์สหรัฐ หลังผลสำรวจของสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยเมื่อคืนนี้ว่า ดัชนีภาคบริการของ ISM อยู่ที่ระดับ 60.3 ในเดือนก.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 56.0 ในเดือนมิ.ย. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 56.1 โดยISM ระบุว่า ภาคบริการของสหรัฐมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นในเดือนก.ค. โดยได้แรงหนุนจากการขยายตัวของการจ้างงาน การส่งออก และคำสั่งซื้อใหม่อย่างไรก็ตามราคาทองยังมีแรงกดดันจากกระแสคาดการณ์ที่ว่าเฟด จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ หลังประธานเฟด สาขาแอตแลนตาเผยว่าเศรษฐกิจของสหรัฐมีความพร้อมที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบเกือบทศวรรษ ซึ่งได้ส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ที่เฟดจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายการเงินในเดือนก.ย.ขณะที่นักลงทุนรอดูข้อมูลจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐเดือนก.ค.ที่จะรายงานในคืนวันศุกร์ที่ 7 ส.ค.นี้เพื่อประเมินความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานสหรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยที่เฟดจะใช้ประกอบการพิจารณาในการปรับนโยบายการเงินถ้าหากตัวเลขด้านตลาดแรงงานออกมาแข็งแกร่งจะเป็นปัจจัยกดดันต่อราคาทองคำ。

Three recent papers attempt to look at the next stage of the world’s most important relationship.

The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay
Credit: The White House

The Asia security field is a crowded one these days, and that is a good thing. The region is confronting a number of destabilizing threats: disputes over islands in the South and East China Seas, weak governance in several Southeast Asian nations, and continuing?uncertainty over North Korea’s intentions and capabilities, among others. All are long-term, ongoing challenges, and the more ideas that get out there about how to manage these issues, the better.

No issue gets as much attention, however, as the U.S.-China relationship and what it means for regional security. For most, it boils down to whether the era of U.S. primacy is over. If it is, what should the next stage look like and how does China fit in? If not, how does the United States preserve its role as the fundamental security guarantor in the region and how does China fit in?

Three recent, thoughtful reports/papers attempt to address this question: the first, “Revising U.S. Grand Strategy Toward China”?by my CFR colleague Robert Blackwill and Carnegie Endowment scholar Ashley Tellis; the second, “The Future of U.S.-China Relations Under Xi Jinping: Toward a New Framework of Constructive Realism for a Common Purpose”?(pdf)?by former Australian Prime Minister Kevin Rudd; and the third, “Beyond American Predominance in the Western Pacific: The Need for a Stable U.S.-China Balance of Power”?by Carnegie Endowment scholar Michael Swaine. Each adopts a different approach and arrives at different conclusions, although the Rudd and Swaine analyses are largely compatible. Blackwill and Tellis explicitly seek to develop a roadmap for continued U.S. primacy in the Asia Pacific. Rudd and Swaine, in contrast, argue that such an effort is unrealistic, even harmful, given the realities of U.S. commitments and domestic politics, as well as China’s intentions and growing capabilities. Both Rudd and Swaine seek to have the United States and China sacrifice near-term interests for a longer-term greater good. However, Rudd places a much greater burden of compromise on the United States, while Swaine is more even-handed in his call for accommodation by both sides.

I was most eager to read the Rudd report. I have heard the former prime minister speak on a number of occasions and have always been impressed by his insights. In his report, Rudd assumes the role of peacemaker—trying to bridge the gap between the “private or semi-private narratives each side [the United States and China] may have about the other.” Although ostensibly designed to speak equally to Chinese and U.S. policymakers, the report is, for the most part, designed for a U.S. audience—explaining China and the Chinese perspective to Americans and offering recommendations for Washington.

Rudd’s argument is premised on his belief that Chinese President Xi Jinping is someone with whom the United States can work, that he is prepared to take calculated risks, and that there is now a window in China for Washington and Beijing to strike a grand bargain. According to Rudd, it is up to the United States to use this space as creatively as possible, while it lasts. While this is an appealing narrative, the report does not make?clear why Rudd believes this. Rudd also leaves the reader hanging when he asserts that China will become a more active participant in the reform of the global rules-based order and that it will bring a “new, forthright Chinese voice in the world.” It would have been helpful had the prime minister explained whether this voice will mean more Air Defense Identification Zones or more Asian Infrastructure Investment Banks or both. The implications for the region are vastly different.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

There are also some off-putting notes. Rudd begins by announcing that the Chinese economy will continue to thrive, noting: “Sorry, but on balance, the Chinese economic model is probably sustainable.” It is an awkward pronouncement that assumes that Americans want the Chinese economy to fail—something very few Americans, in fact, desire. (What Americans do want is a thriving Chinese economy that offers a fair and open trade and investment environment.)

While bold and fun to read, Rudd’s analysis of Xi’s presidency and the potential for significant new cooperation with the United States—should only the United States?seize the moment—ultimately falls short because it is difficult to find the evidence to support it. Xi may well have the political capital to strike a grand bargain, but Rudd’s faith in him notwithstanding, it remains unclear that he wants one.

The lack of demonstrable Chinese interest in a more accommodating regional security posture makes me initially sympathetic to the dominant theme of the Blackwill and Tellis report. As Blackwill and Tellis note, the current Chinese leadership has offered little indication—either in words or action—that it does not have as its endgame supplanting the United States as the regional hegemon. However, the report adopts such an uncompromising stance on any potential for the United States and China to find common ground that it loses me along the way. There is a built-in assumption that China necessarily wants to supplant the United States—not simply this regime at this moment in time. Such a deterministic understanding of Chinese politics and interests ignores ongoing debates within the country and the potential for new understandings to emerge

The recommendations (as in the Rudd report) run several pages, and for the most part, they represent a coherent strategy for the United States. Blackwill and Tellis have flipped the current hedging strategy from its emphasis on engagement with limited containment to containment with limited engagement. Much paper is devoted to strengthening military and economic ties with our allies. Still, it is difficult to understand, at times, how the containment and engagement will all work together—for example, “agreeing on enhanced security confidence-building measures between the two sides” while the United States establishes a new technology-control regime and levies an across-the-board tariff on Chinese economic goods in response to Beijing’s cyberattacks. Whatever its weaknesses, however, the report raises appropriate alarm bells concerning the challenge that many current Chinese economic and security behaviors pose for U.S. interests and the necessity of addressing them directly.

Ultimately, I thought the quietest piece—the one released with the least fanfare—was the most thought-provoking and compelling. Swaine offers a reasonably even-handed assessment of both the U.S. and PRC perspectives and tackles head on the problem that Beijing and Washington have concerning “clashing assumptions and beliefs about the requirements for continued order and prosperity in Asia.” He also identifies several very specific areas for potential cooperation, including the Korean Peninsula, Taiwan, and the management of maritime territorial disputes, and then proceeds to lay out how actual progress might be realized through various trade-offs. For example, he suggests that the United States halt arms sales to Taiwan in return for credible assurances by Beijing that it will not use force against Taiwan (except in the case of a dejure declaration of independence) and acceptance that unification would be peaceful and must involve the consent of people of Taiwan. One can agree or not with all of Swaine’s analysis or prescriptions, but in a much shorter piece, he takes the reader deeper and farther into understanding the challenges at hand and the potential roadmap for resolution.

Elizabeth C. Economy is?C.V. Starr Senior Fellow and Director for Asia Studies at the Council on Foreign Relations. She is an expert on Chinese domestic and foreign policy and U.S.-China relations and author of the award-winning book,?The River Runs Black: The Environmental Challenge to China’s Future.?This post appears courtesy of?CFR.org?and?Forbes?Asia.