The Debate

casino gorilla: The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay

สลากกินแบ่ง รัฐบาล งวด ที่ 1 พฤศจิกายน 2562,ทั้งนี้เมื่อต้นปีที่ผ่านมาบริษัทได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการ PO และ Polyols กับ โตโยต้า ทูโช คอร์ปอเรชั่น และ ซันโย เคมิคอล อินดัสตรีส์ ซึ่งผลการศึกษาเบื้องต้นผ่านเกณฑ์การลงทุนของทั้ง 3 บริษัท และมีการอนุมัติให้ดำเนินโครงการต่อ ทางด้านการออกแบบโครงการ (Engineering Phase) เพื่อสรุปมูลค่าการลงทุนที่ชัดเจนก่อนการตัดสินใจลงทุนก่อสร้าง (Final Investment Decision FID) ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปี 59 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมขสมก.ที่ call center 1348 ตลอด 24 ชั่วโมงPTT ปิดที่ 302.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท เงินยูโรอยู่ที่ระดับ 1.1150 ดอลลาร์/ยูโร จากตอนเช้าที่อยู่ที่ระดับ 1.1143 ดอลลาร์/ยูโร ,สำหรับจุดแข็งการดำเนินธุรกิจของบริษัท ได้แก่ 1.บริษัทเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์ภาคพื้นดินแบบครบวงจรที่สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าได้อย่างครบถ้วน 2.มุ่งเน้นให้บริการในกลุ่มธุรกิจที่มีลักษณะธุรกิจซับซ้อนสูงกว่าทั่วไป เช่น การบริหารจัดการคลังสินค้าอันตราย สินค้าควบคุมอุณหภูมิแช่เย็นแช่แข็ง สินค้ารถยนต์ซึ่งต้องการความถูกต้องและรวดเร็ว และ 3.ได้นำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยมาใช้บริหารจัดการคลังสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวถูกพัฒนาโดยบริษัทฯ ในเครือพร้อมระบุว่า ไม่กังวลต่อกรณีที่อัตราเงินเฟ้อในปี 58 ติดลบ 0.7% เนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงรุนแรง และฐานเงินเฟ้อจากปีก่อนสูง จึงทำให้ปีนี้อัตราเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่อง แต่มองว่าปีหน้าอัตราเงินเฟ้อจะกลับมาเป็นบวกได้จากฐานที่ต่ำในปีนี้ ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงเป็นบวก บอร์ด S อนุมัติลงทุนโครงการ สิงห์ คอมเพล็กซ์ มูลค่าไม่เกิน 4.26 พันลบ. S11 รายได้ค่าเช่าซื้อพุ่ง หนุนกำไร Q2/58 โตทะลัก!กราฟ NCH กลับมาเคลื่อนตัวในแนว minor up trend อีกครั้งหนึ่ง โดยมีกรอบแนวต้านแรกที่ 2.0 บาทจากนี้ไป และมี RSI สนับสนุนการเกิดสัญญาณซื้อนี้ คาดว่าราคาจะค่อยๆ ปรับตัวขึ้นต่อไป หากอ่านแนวนี้ด้านบนจะโล่งถึง 2.30 บาท แนะนำเก็งกำไรสำหรับการลงทุนรวม ชะลอลง 2.5% เทียบกับที่ขยายตัว 10.7% ในไตรมาสที่แล้ว โดยการลงทุนภาครัฐชะลอลง 24.7% ในขณะที่การลงทุนภาคเอกชน หดตัว 3.4% ส่วนภาคต่างประเทศ ดุลการค้าและดุลบริการ ณ ราคาประจำปี เกินดุล 291.1 พันล้านบาท โดยดุลการค้าเกินดุล 261.9 พันล้านบาท และดุลบริการเกินดุล 29.2 พันล้านบาท,สรุปความเห็นของ IFA บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด ในฐานะ IFA ได้พิจารณาข้อมูลการลงทุนก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใน RNS ผ่านการซื้อหุ้นสามัญของ IAEจากผู้ถือหุ้นเดิมของ IAE ในสัดส่วนร้อยละ 67 ของทุนจดทะเบียน IAE คิดเป็นจำนวนเงินรวม 276 ล้านบาทส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในปีนี้จะควบคุมไม่ให้เกิน 3-4% จากปัจจุบันอยู่ที่ 3.6% โดยเป็นผลมาจากการติดตามหนี้อย่างใกล้ชิดทำให้การจัดระดับชั้นลูกหนี้ดีขึ้น นอกจากนี้บริษัทมีแผนที่จะซื้อมูลหนี้จากสถาบันการเงินจำนวน 1,000 ล้านบาทในช่วงที่เหลือของปีนี้BIGC ซื้อเก็งกำไร ,ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าแม้ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวไม่ได้ส่งผลกระทบให้ผลประกอบการของบริษัทชะลอตัวตามไปด้วยสะท้อนจากทั้ง 3 ธุรกิจหลักของบริษัที่สามารถสร้างกำไรสุทธิที่ยังเติบโตได้ด้วยดี โดยมาจากแผนงานและกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของคณะผู้บริหารที่ได้วางไว้ ดังนั้นจึงมั่นใจว่าผลการดำเนินในทั้งปี 2558 จะเติบโตได้ต่อเนื่อง พร้อมทั้งสามารถรักษาการเติบโตต่อเนื่องได้ใยระยะยาวตามแผนงานของบริษัทที่จะขยายการลงทุนต่อเนื่องในอนาคตเพื่อการเติบโตให้กับบริษัท และผลตอบแทนที่ดีให้ผู้ถือหุ้นด้วยสำหรับ JWD และบริษัทย่อยเป็นผู้ดำเนินธุรกิจเป็นผู้ให้บริการรับฝากสินค้าและให้บริการด้านโลจิสติกส์ภาคพื้นดินอย่างครบวงจร (Fully Integrated In Land Logistics Service Provider) โดยครอบคลุมการให้บริการ 5 ธุรกิจหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจให้บริการรับฝากและบริหารสินค้าบนพื้นที่ทั่วไปและพื้นที่เขตปลอดอากร (Free Zone) โดยมีสินค้าที่ให้บริการ 4 ประเภทคือ สินค้าทั่วไป สินค้าอันตราย สินค้ารถยนต์และสินค้าควบคุมอุณหภูมิแช่เย็นและแช่แข็ง 2.ธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้าในประเทศและขนส่งสินค้าข้ามแดนส่วนทางด้าน DW บนหุ้นรายตัว Call DW บนหุ้นรับเหมาก่อสร้าง และหุ้นธนาคารปรับตัวขึ้นแข็งแกร่ง ตัวอย่าง DW28 เช่น ITD28C1510A +50.0% ITD28C1512A +7.5% เทียบกับหุ้นอ้างอิงที่ปรับตัวขึ้น +3.4% และ KTB28C1512A +27.8% เทียบกับหุ้นอ้างอิงที่ปรับตัวขึ้น +3.5% เป็นต้น หุ้นแนะนำภาคบ่าย: KTB (ราคาปัจจุบันซื้อขายที่เพียงมูลค่าทางบัญชี มีโอกาสได้ประโยชน์ในฐานะกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล, เป้าทางกลยุทธ์ 19.50 ตัดขาดทุน 16.90), ROBINS (รายได้ค่าเช่าช่วยค้ำยันงบ ขณะรอการบริโภคฟื้นตัว, เป้าทางกลยุทธ์ 42.00-44.00 ตัดขาดทุน 40.00) และ SAMART (ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/58 คาคาด และยืนยันการผ่านจุดต่ำสุดของผลประกอบการไปแล้วในไตรมาสแรก, เป้าทางกลยุทธ์ 23.00 ตัดขาดทุน 20.70) THE เซ็ง! กำไร Q2/58 ลดลง 31% หลังปริมาณขาย-ราคาเหล็ดลดลง จับตาปัญหาค่าเงินภูมิภาค SET พรุ่งนี้ลุ้นฟื้นตัว DNA กำไร Q2 ทรุด หลังทยอยปิดสาขาโฮมเอนเตอเทนท์ในครึ่งปีแรกส่วนธุรกิจในประเทศ บริษัทมีพื้นที่ให้บริการในเขตพื้นที่ทั่วไปและเขตปลอดอากรรวม 775,743 ตารางเมตร ประกอบด้วย คลังสินค้า 40 หลัง พื้นที่รวม 206,488 ตารางเมตรและลานรับฝากสินค้า 569,255 ตารางเมตร โดยตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง 608,187 ตารางเมตร ถนนกรุงเทพกรีฑา 4,575 ตารางเมตร ถนนสามวา 19,200 ตารางเมตร ถนนบางนา-ตราด กม.19 ขนาด 94,480 ตารางเมตร ถนนสุวินทวงศ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา 18,905 ตารางเมตร ตำบลมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร 27,996 ตารางเมตร และอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ 2,400 ตารางเมตร โดยพื้นที่ดังกล่าวรวมพื้นที่ให้บริการสินค้าอันตราย 184,000 ตารางเมตร ที่บริษัทได้รับสัมปทานรายเดียวในเขตท่าเรือแหลมฉบัง ส่งผลให้สินค้าอันตรายทั้งหมดที่เข้า-ออกผ่านท่าเรือฯ ต้องผ่านคลังสินค้าอันตรายของบริษัทเท่านั้นทั้งนี้ บริษัทสามารถทำรายได้ค่าเช่า การบริการและรายได้จากการขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 1/58 บริษัทฯ มีรายได้รวม 618.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35.47% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 79.06 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 131.64% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการขยายธุรกิจและการซื้อกิจการคลังสินค้าแช่เย็นแช่แข็ง。

ขอแค่ประคอง ช่วงบ่ายหวัง SET ยืนได้ในกรอบ 1,404 1,148 จุด เพื่อรอจังหวะฟื้นตัวต่อในสัปดาห์หน้า กลยุทธ์ระยะสั้นเน้น Trading เก็งกำไรหุ้นเป็นรายตัว บ่ายนี้มอง HMPRO PRINC (มี Volume เข้าผิดปกติ) และ WORK (กำไรงวด 2Qอ8 ดีกว่าคาดและแนวโน้มปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2ออ8-2ออ9)ขณะที่ ผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 75.39 ล้านบาท หรือ 0.08 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 263.42% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 20.75 ล้านบาท หรือ 0.022 บาทต่อหุ้น?ขณะที่ผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 123.41 ล้านบาท หรือ 0.24 บาทต่อหุ้น ลดลง 30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 175.93 ล้านบาท หรือ 0.39 บาทต่อหุ้นทั้งนี้ หากบริษัทจะมีการดำเนินการใด ๆ ที่เป็นสาระสำคัญ บริษัทจะปฏิบัติตามกฎระเบียบและแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเผยแพร่ข้อมูลให้นักลงทุนทราบต่อไป ขอบคุณที่มา SANOOK.com BH พุ่งนิวไฮ หลังงบฯ Q2 แจ่ม กูรูมอง Q3 กำไรพีคสุดเหตุเข้าไฮซีซั่นโดย MJD และบริษัทย่อย ประกาศผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2/58 ขาดทุนสุทธิ 58.06 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิต่อหุ้น 0.067 บาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 29.26 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.034 บาท,สลากกินแบ่ง รัฐบาล งวด ที่ 1 พฤศจิกายน 2562, AQ อวดงบฯ Q2/58 พลิกกำไร หลังบริษัทคุมต้นทุนได้ดี SET lndex ช่วงเช้าเริ่มฟื้นขึ้นได้ ตามอิทธิพลแท่งเทียนรูป Hammer ที่เกิดขึ้นวานนี้ และน่าจะส่งผลต่อเนื่องในช่วงบ่ายนี้มีโอกาสยืนในแดนบวกได้ต่อเนื่อง โดยมองกรอบการเคลื่อนไหวบ่ายนี้ที่บริเวณ 1,404 1,148 จุด แนวต้าน : 21.20 และ 22.00 IFEC มาตามนัด Q2 พลิกกำไรกว่า 74 ลบ. หลังรายได้หนุนสำหรับอัตราส่วน 2 หุ้นเดิม : 1 หุ้นใหม่ ณ 1 บาท วันขึ้นเครื่องหมาย 17 ส.ค. 2558 วันปิดสมุดทะเบียน 20 ส.ค. 2558 MCS ดีดเกือบ 7% รับข่าวดีงบฯ Q2 พลิกกำไร 176 ลบ. ขณะที่บริษัทย่อยแห่งที่ 2ซึ่งบริษัทถือหุ้นสัดส่วน 69% คือ บริษัทไทย คอนซูเมอร์ ดิสทริบิวชั่น เซ็นเตอร์ (TCDC) ประกอบธุรกิจคลังสินค้าให้เช่าและบริการกับลูกค้ารายใหญ่รายเดียว โดยมีพื้นที่เช่า แบ่งเป็น 2 อาคาร รวมพื้นที่ 108,800 ตารางเมตร ภายใต้สัญญาเช่า 10 ปีจึงเป็นบริษัทที่มีรายได้มั่นคงสูง โดยไตรมาสปี 2ปี 2558 มีกำไรสุทธิ 36.52 ล้านบาท มีการเติบโตจากไตรมาส 2 ปี 2557 ที่มีกำไรสุทธิเพียง 3.58 ล้านบาทโดยผลการดำเนินงวด 3 เดือนขาดทุนเพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทมีรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพิมพ์และนิตยสารลดลง รวมถึงรายได้ค่าโฆษณาลดลง ซึ่งเป็นผลจากสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซา ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดบวก 10.78 จุด ขานรับแบงก์ชาติจีนบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 16.10 บาท/หุ้น มองแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/58 ในแง่กำไรสุทธิคาดจะอ่อนตัวลงจากไตรมาสก่อนจากฐานที่สูงในไตรมาส 2/58 และไตรมาส 3/57 อย่างไรก็ดี คาดหวังจะเห็นการผ่านจุดคุ้มทุนที่ตัว IFEC และ กำไรจากการดำเนินงานแท้จริงในไตรมาส 4/58 นอกจากนั้นระหว่างไตรมาส การ COD ที่ อ.ปากพนัง ในเดือน ก.ย. คาดจะให้ sentiment ทีดีต่อราคาหุ้นในครึ่งปีหลังนี้,หุ้นบวกดัชนีมากสุด AOT BH SCC KBANK DTAC INTUCH TOP TPIPL IFEC SUPER หุ้นยุโรปปิดลบ นักลงทุนชะลอซื้อขายวิตกศก.จีน-ภูมิภาค。

Three recent papers attempt to look at the next stage of the world’s most important relationship.

The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay
Credit: The White House

The Asia security field is a crowded one these days, and that is a good thing. The region is confronting a number of destabilizing threats: disputes over islands in the South and East China Seas, weak governance in several Southeast Asian nations, and continuing?uncertainty over North Korea’s intentions and capabilities, among others. All are long-term, ongoing challenges, and the more ideas that get out there about how to manage these issues, the better.

No issue gets as much attention, however, as the U.S.-China relationship and what it means for regional security. For most, it boils down to whether the era of U.S. primacy is over. If it is, what should the next stage look like and how does China fit in? If not, how does the United States preserve its role as the fundamental security guarantor in the region and how does China fit in?

Three recent, thoughtful reports/papers attempt to address this question: the first, “Revising U.S. Grand Strategy Toward China”?by my CFR colleague Robert Blackwill and Carnegie Endowment scholar Ashley Tellis; the second, “The Future of U.S.-China Relations Under Xi Jinping: Toward a New Framework of Constructive Realism for a Common Purpose”?(pdf)?by former Australian Prime Minister Kevin Rudd; and the third, “Beyond American Predominance in the Western Pacific: The Need for a Stable U.S.-China Balance of Power”?by Carnegie Endowment scholar Michael Swaine. Each adopts a different approach and arrives at different conclusions, although the Rudd and Swaine analyses are largely compatible. Blackwill and Tellis explicitly seek to develop a roadmap for continued U.S. primacy in the Asia Pacific. Rudd and Swaine, in contrast, argue that such an effort is unrealistic, even harmful, given the realities of U.S. commitments and domestic politics, as well as China’s intentions and growing capabilities. Both Rudd and Swaine seek to have the United States and China sacrifice near-term interests for a longer-term greater good. However, Rudd places a much greater burden of compromise on the United States, while Swaine is more even-handed in his call for accommodation by both sides.

I was most eager to read the Rudd report. I have heard the former prime minister speak on a number of occasions and have always been impressed by his insights. In his report, Rudd assumes the role of peacemaker—trying to bridge the gap between the “private or semi-private narratives each side [the United States and China] may have about the other.” Although ostensibly designed to speak equally to Chinese and U.S. policymakers, the report is, for the most part, designed for a U.S. audience—explaining China and the Chinese perspective to Americans and offering recommendations for Washington.

Rudd’s argument is premised on his belief that Chinese President Xi Jinping is someone with whom the United States can work, that he is prepared to take calculated risks, and that there is now a window in China for Washington and Beijing to strike a grand bargain. According to Rudd, it is up to the United States to use this space as creatively as possible, while it lasts. While this is an appealing narrative, the report does not make?clear why Rudd believes this. Rudd also leaves the reader hanging when he asserts that China will become a more active participant in the reform of the global rules-based order and that it will bring a “new, forthright Chinese voice in the world.” It would have been helpful had the prime minister explained whether this voice will mean more Air Defense Identification Zones or more Asian Infrastructure Investment Banks or both. The implications for the region are vastly different.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

There are also some off-putting notes. Rudd begins by announcing that the Chinese economy will continue to thrive, noting: “Sorry, but on balance, the Chinese economic model is probably sustainable.” It is an awkward pronouncement that assumes that Americans want the Chinese economy to fail—something very few Americans, in fact, desire. (What Americans do want is a thriving Chinese economy that offers a fair and open trade and investment environment.)

While bold and fun to read, Rudd’s analysis of Xi’s presidency and the potential for significant new cooperation with the United States—should only the United States?seize the moment—ultimately falls short because it is difficult to find the evidence to support it. Xi may well have the political capital to strike a grand bargain, but Rudd’s faith in him notwithstanding, it remains unclear that he wants one.

The lack of demonstrable Chinese interest in a more accommodating regional security posture makes me initially sympathetic to the dominant theme of the Blackwill and Tellis report. As Blackwill and Tellis note, the current Chinese leadership has offered little indication—either in words or action—that it does not have as its endgame supplanting the United States as the regional hegemon. However, the report adopts such an uncompromising stance on any potential for the United States and China to find common ground that it loses me along the way. There is a built-in assumption that China necessarily wants to supplant the United States—not simply this regime at this moment in time. Such a deterministic understanding of Chinese politics and interests ignores ongoing debates within the country and the potential for new understandings to emerge

The recommendations (as in the Rudd report) run several pages, and for the most part, they represent a coherent strategy for the United States. Blackwill and Tellis have flipped the current hedging strategy from its emphasis on engagement with limited containment to containment with limited engagement. Much paper is devoted to strengthening military and economic ties with our allies. Still, it is difficult to understand, at times, how the containment and engagement will all work together—for example, “agreeing on enhanced security confidence-building measures between the two sides” while the United States establishes a new technology-control regime and levies an across-the-board tariff on Chinese economic goods in response to Beijing’s cyberattacks. Whatever its weaknesses, however, the report raises appropriate alarm bells concerning the challenge that many current Chinese economic and security behaviors pose for U.S. interests and the necessity of addressing them directly.

Ultimately, I thought the quietest piece—the one released with the least fanfare—was the most thought-provoking and compelling. Swaine offers a reasonably even-handed assessment of both the U.S. and PRC perspectives and tackles head on the problem that Beijing and Washington have concerning “clashing assumptions and beliefs about the requirements for continued order and prosperity in Asia.” He also identifies several very specific areas for potential cooperation, including the Korean Peninsula, Taiwan, and the management of maritime territorial disputes, and then proceeds to lay out how actual progress might be realized through various trade-offs. For example, he suggests that the United States halt arms sales to Taiwan in return for credible assurances by Beijing that it will not use force against Taiwan (except in the case of a dejure declaration of independence) and acceptance that unification would be peaceful and must involve the consent of people of Taiwan. One can agree or not with all of Swaine’s analysis or prescriptions, but in a much shorter piece, he takes the reader deeper and farther into understanding the challenges at hand and the potential roadmap for resolution.

Elizabeth C. Economy is?C.V. Starr Senior Fellow and Director for Asia Studies at the Council on Foreign Relations. She is an expert on Chinese domestic and foreign policy and U.S.-China relations and author of the award-winning book,?The River Runs Black: The Environmental Challenge to China’s Future.?This post appears courtesy of?CFR.org?and?Forbes?Asia.