Interviews | Diplomacy | South Asia

ส่งเงินบาทไทย สล็อตออนไลน์ (slot online): Mohamed Zeeshan on How India Can Grow Its Global Influence

gta 5 online play,ระยะสั้นแกว่งในกรอบ sideway down มีแนวรับหลักอยู่แถวๆ 300-293 บาทระยะสั้นอาจแกว่งในกรอบระหว่าง 300-320 บาทก่อน แนะนำเก็งกำไรในกรอบดังกล่าวไปก่อน ส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 290 บาทสำหรับการลงทุนในโรงไฟฟ้าชีวมวลดังกล่าว ให้บริษัท ไบโอโกกรีน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ลงทุนโรงไฟฟ้าชีวมวล ขนาด 1 MW ในจ.ชัยนาท ด้วยเงินลงทุน 125 ล้านบาท และขนาด 1 MW ในจ.ชลบุรี ด้วยเงินลงทุน 125 ล้านบาท ซึ่งทั้งสองโครงการสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากกฟภ.แล้ว โดยแหล่งเงินทุนจะมาจากกระแสเงินสดของบริษัทและเงินกู้ยืม ,บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) หรือTASCO รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/58 สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย.58 (รวมบริษัทย่อย) มีกำไรสุทธิ 1.32 พันล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.855 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 77207% หรือราว 700 เท่าตัว จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1.70 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.001 บาทต่อหุ้นส่วนสาเหตุของการปรับตัวลงแรงในช่วงที่ผ่านมา เป็นผลจากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีน ส่งผลให้ยอดสั่งซื้อของผ่านเว็บไซต์ต่างๆ ในเครือของอาลีบาบา ทรุดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้ง อาลีบาบา ยังต้องเผชิญหน้ากับการฟ้องร้องทางกฏหมาย โดยถูกตั้งข้อหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าบางประเภทที่ถูกนำมาจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ในเครือบริษัท ไทยฟิล์มอินดัสตรี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TFI รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/58 สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย.58 (รวมบริษัทย่อย) มีกำไรสุทธิ 25.87 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.01 บาทต่อหุ้น เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ผลขาดทุนสุทธิ 43.51 ล้านบาท หรือขาดทุนสุทธิ 0.02 บาทต่อหุ้น เงินเยนอยู่ที่ระดับ 124.51 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ระดับ 124.30/35 เยน/ดอลลาร์?สำหรับแผนการเปิดตัวโครงการในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 15 โครงการ มูลค่ารวม 24,020 ล้านบาท โดยเป็นคอนโดมิเนียมจำนวน 4 โครงการ มูลค่า 15,240 ล้านบาท ทาวน์เฮ้าส์จำนวน 6 โครงการ มูลค่า 5,490 ล้านบาท และบ้านเดี่ยวจำนวน 5 โครงการ มูลค่า 3,290 ล้านบาท IRCP ตั้งบ.ย่อยลุยธุรกิจ IT for Health Careนอกจากนี้คณะกรรมการบริษัทยังมอบหมายให้ประธานกรรมการบริหาร ทำการศึกษาแนวทางเกี่ยวกับการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่น ที่มีขนาดกำลังการผลิต 27 เมกะวัตต์ เพิ่มเติม หรือตลอดจนการหาผู้ร่วมทุนในธุรกิจนี้หากมีความจำเป็น รวมทั้งให้มีอำนาจในการเจรจาทำบันทึกข้อตกลงเบื้องต้น หรือเข้าทำสัญญาใดๆอันเกี่ยวเนื่องกับการลงทุน, COLOR ดีขึ้น Q2/58 พลิกกำไร หลังรายได้เพิ่ม-คุมต้นทุนอยู่ SIRI ตั้ง “ภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ” เป็นกรรมการบริหาร มีผลตั้งแต่ 13 ส.ค.โดยผลการดำเนินการช่วง 3 เดือนที่พลิกขาดทุน เนื่องจากการลดลงของยอดขายและการเพิ่มขึ้นของการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญของลูกหนี้การค้าจำนวนเงิน 14.3 ล้านบาทเพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของนโยบายการตั้งสำรองหนี้สูญ ทั้งนี้บริษัทอยู่ในระหว่างขั้นตอนการเร่งรัดหนี้ดังกล่าว โดยผลการดำเนินงานที่มีกำไรเพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากบริษัทมีรายได้จากการขายสวิตซ์บอร์ดไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการขยายตลาด และงานบริการวิศวกรรมเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ บริษัทมีการขยายงานด้านการบริการ และมีรายได้จากโครงการรื้อถอนโรงไฟฟ้าบางปะกงเพิ่มขึ้นหุ้นของบริษัทที่เปิดเผยผลประกอบการแข็งแกร่งต่างก็พุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ และยังช่วยหนุนตลาดหุ้นยุโรปปิดในแดนบวกเป็นส่วนใหญ่ โดยหุ้น A.P. Moeller-Maersk พุ่งขึ้น 5.9% หุ้น Coca-Cola HBC ทะยานขึ้น 7.3% และหุ้น United Internet AG เพิ่มขึ้น 2.7%หุ้น LVMH Moet Hennessy Louis Vuitton SE ดีดตัวขึ้น 2.9% หลังจากที่ร่วงลงในช่วง 2 วันก่อนหน้านี้ อันเนื่องมาจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับการปรับลดค่าเงินหยวนของจีนระยะสั้นมากแกว่งในกรอบ sideway up มีลุ้นปรับตัวขึ้นไปที่กรอบบนของกรอบ sideway สั้นๆ ไม่ต่ำกว่า 7.20-7 บาทอีก แนะนำซื้อเก็งกำไรได้ หวังผลดีดปรับตัวขึ้นไปแถวๆ 8-8.20 บาทก่อน ส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 6.90 บาทกลยุทธ์ที่แนะนำ :ช่วงบ่าย: คาดทรงตัวถึงอ่อนตัวลงได้ต่อ ส่วนการดีดขึ้นสลับระหว่างทางมีแนวต้านระยะสั้นที่ 1395-1400 จุด ต้องขึ้นมายืนเหนือให้ได้ก่อน ถึงจะเริ่มกลับมาเป็นสัญญาณที่ดี ทั้งนี้แนวรับเป้าหมายรอบนี้ มองอยู่ที่ 1370 และ 1360 จุด ตามลำดับ ส่วนเม็ดเงินใหม่ที่รอจากทริกเกอร์ ฟันด์ อีกกอง สรุปยอดที่เสนอขายออกมาได้น้อยเช่นเดียวกับกองแรก ทำให้ช่วยประคอง SET ไม่ได้ กลยุทธ์ การเก็งกำไรพักไว้ก่อน เนื่องจากจะเสียเปรียบตามภาวะตลาดที่ไม่ดี ส่วนนักลงทุน เราแนะนำรอซื้อเก็บหุ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะที่แนวรับ 1360 จุด ราคาทองปิดร่วง 8 ดอลล์ หลังอุปสงค์ทองคำทั่วโลกลดลง , SAMART ไม่หวั่นศก.ซบ-ตั้งเป้าตุน Backlog ที่ 1.2 หมื่นลบ.ในสิ้นปี 58สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดปรับตัวลงในวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจจีน แม้ว่าธนาคารกลางจีนได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อดันเงินหยวนให้แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ซึ่งส่งผลให้เงินหยวนยุติการอ่อนค่าหลังจากที่ร่วงลงเป็นเวลาหลายวันก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ดัชนีนิกเกอิปิดลบ 76.10 จุด หรือ 0.37% ที่ระดับ 20,519.45 จุดSCB EIC ระบุว่า ผลกระทบจากเงินหยวนอ่อนค่า ทำให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าได้อีกตามทิศทางค่าเงินหยวน โดยเงินหยวนมีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้อีกเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การส่งออกอ่อนแอ และภาวะเงินทุนไหลออก ซึ่งเป็นปัจจัยใหม่ที่เพิ่มเข้ามานอกเหนือจากอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ที่จะเริ่มปรับเพิ่มขึ้นภายในปีนี้ ทั้งนี้ผลการดำเนินงานดังกล่าวที่กำไรลดลงเนื่องจากธุรกิจรับจ้างผลิตนม เครื่องดื่มและน้ำผลไม้ มีรายได้ลดลงจากปีก่อน 31.65 ล้านบาท หรือ 12.03% เนื่องจากเศรษฐกิจภายในประเทศถดถอยโดยประกาศทำ tender offer 100% ที่ราคาไม่ต่ำกว่า 4 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่ากระดาน โดยในวันนี้ ณ เวลา 11.00 น.ราคาหุ้น EIC อยู่ที่ 1.66 บาท ปรับตัวขึ้น 0.12 บาท หรือ 7.79% มูลค่าซื้อขายที่ 6.26 ล้านบาทบริษัท ซีเฟรชอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือCFRESH รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/58 สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. 58 (รวมบริษัทย่อย) มีกำไรสุทธิ 147.10 ล้านบาท หรือมีกำไร 0.32 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้นกว่า 137.18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (ไตรมาส 2/57) ที่มีกำไรสุทธิ 62.02 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.13 บาทต่อหุ้น EPCO ตั้งเป้าปีนี้รายได้โต 10% กำไรโต 15% เริ่มรับรู้โซลาร์ฯ ญี่ปุ่น Q4/58。

gta 5 online play,โดยมุ่งหวังให้บัตรเคทีซีเป็นบัตรเครดิตหลักในการใช้จ่าย ทั้งในหมวดร้านค้าที่เป็นการใช้จ่ายได้ทุกวัน(Everyday Usage) และสร้างสิทธิประโยชน์ในกลุ่มที่เป็นการใช้ตามโอกาส (Occasional Usage) โดยใช้จุดแข็งในเรื่องของคะแนนสะสม Forever Rewards ที่สามารถแลกสินค้าและบริการ ผ่านจุดให้บริการมากมายกว่า 3,000 แห่ง และการแลกผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงบริการผ่อนชำระ Flexi นานสูงสุด 10 เดือนนอกจากนี้นโยบายด้านการบริหารจัดการน้ำจากรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค จะเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่จะสนับสนุนให้บริษัทฯ มีโอกาสได้งานมากขึ้นด้วยส่วนความคืบหน้าของการขยายธุรกิจโรงไฟฟ้าในต่างประเทศ อาทิ ลาว และกัมพูชา ปัจจุบันบริษัทฯ ได้ลงนาม MOU เพื่อศึกษาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศลาว หากผลการศึกษาเป็นไปด้วยดีจะมีการเซ็นสัญญากับผู้ถือหุ้นในเดือนหน้า ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา ก็มีความคืบหน้าไปมาก คาดว่าจะสามารถนำเสนอราคาค่าไฟเบื้องต้นให้แก่ กฟผ. ภายในสิ้นเดือน ส.ค นี้ โดยผลการดำเนินงวด 3 เดือนขาดทุนลดลง เนื่องจากรายได้จากการขายและการให้บริการลดลง และค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี แม้อุตสาหกรรมยานยนต์ในปีนี้จะชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวตามที่คาดการณ์ แต่ในแง่ของการเติบโตของบริษัทไม่ได้ชะลอตาม เนื่องจากบริษัทเน้นการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มค่อนข้างมาก ซึ่งจะทำให้มีอัตรากำไร (มาร์จิ้น) ดีกว่าการรับจ้างผลิต (OEM)คำค้นADVANCCKINTUCHSEAFCOSTEC บริษัท บูรพาทัศน์ (1999) จำกัด48/5-6 ชั้น 2 ซ.รุ่งเรือง ถนน รัชดาภิเษก แขวง สามเสนนอก เขต ห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้นบริษัทนิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NEWSปิดตลาดวันนี้อยู่ที่ 0.32 บาท บวกไป 0.04 บาท หรือ 14.29% สูงสุดที่ 0.32 บาท และต่ำสุดที่ 0.27 บาท มูลค่าซื้อขาย 137.15 ล้านบาทโดยมีมูลค่าลงทุนประมาณ 1,215 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยผลิตเชิงพาณิชย์(COD) ในช่วงปี 59 พร้อมทั้งยังจะศึกษาแนวทางการลงทุนโซลาร์ฟาร์ม ญี่ปุ่น ขนาด 27 เมกะวัตต์เพิ่มเติม รวมถึงอาจจะมีการหาผู้ร่วมทุนในธุรกิจนี้หากมีความจำเป็นด้วย พร้อมทั้งอนุมัติแต่งตั้งบริษัท พรีเมียร์ โซลูชั่น เจแปน จำกัด (PSJP) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย เป็นผู้พัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มดังกล่าวให้แก่ CI,ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานที่พลิกกำไร เนื่องจากรายได้ซ่อมเรือเพิ่มขึ้น รวมถึงมีโครงการต่อเรือที่เสร็จเรียบร้อยและรับรู้รายได้ในไตรมาสนี้ ขณะที่บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ BJC เป๋าตุง! กำไร Q2/58 เติบโต 127% หลังรายได้เพิ่มขึ้น ขณะที่สายธุรกิจ U-Trans มีรายได้ครึ่งปี 1,350 ล้านบาท นอกจากความเสถียรของรายได้ประจำจาก CATs และโรงไฟฟ้ากัมปอต ที่ประเทศกัมพูชาแล้ว ยังมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากบริษัทลูกคือ เทด้า ซึ่งล่าสุด ได้งานโครงการก่อสร้างสถานีไฟฟ้าต้นทางพระนครใต้ ของกฟน. มูลค่ากว่า 400 ล้านบาท ICHI งบฯ Q2/58 กำไรลด 20% หลังค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่ม-ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ไบเล่、ขณะที่ผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 76.32 ล้านบาท หรือ 0.064 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 100% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 38.07 ล้านบาท หรือ 0.032 บาทต่อหุ้นทั้งนี้ผลการดำเนินงานดังกล่าวที่มีกำไรเพิ่มขึ้นเนื่องจาก บริษัทมีรายได้การเติบโตหลักๆ มาจากกลุ่มสินค้าบรรจุภัณฑ์และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค อีกทั้งการเพิ่มขึ้นของกำไรส่วนหนึ่งมาจากกำไรจากการต่อรองราคาจากการซื้อหุ้นในบริษัท ไทย แดรี่ จำกัดโดยบริษัทมีก าไรจากการเข้าทำรายการเป็นจำนวนเงิน 343 ล้านบาทหุ้นบวกดัชนีมากสุด DTAC PTTGC CPALL PTTEP CPN RATCH TUF GLOW TTWขณะที่ผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 138.04 ล้านบาท หรือ 0.19 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ124.50 ล้านบาท หรือ 0.21 บาทต่อหุ้น KTC เร่งเพิ่มสมาชิกบัตร-อัดแคมเปญ H2/58 ดันกำไรทั้งปีโตเข้าเป้า 15%,ขณะที่ความเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) นั้น ปรับตัวในทิศทางเดียวกันกับตลาดหลักทรัพย์อื่น ๆ ในโลก สำหรับผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงนั้น ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินในขณะนี้、โปรโมชั่น เว็บพนันบอล ถูกกฎหมาย、ตัดขาดทุน 47.50 บาท 52.00 บาท Break ได้ข้างบนจะโล่งมาก ,สำหรับภายหลังการระดมทุนบริษัทได้ทำการติดตั้งเตาเผาและเครื่องจักรใหม่ เพื่อขยายคอขวดในกระบวนการผลิต ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงของการทดสอบเครื่องจักร (Test Run) และคาดว่าในช่วงไตรมาส 4/2558 จะสามารถเริ่มการผลิตในเชิงพาณิชย์ได้ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานที่ขาดทุน เนื่องจากสาเหตุหลักมาจากการรับรู้ผลขาดทุนตามสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทย่อย โดยส่วนใหญ่เกิดจากผลขาดทุนในบริษัท สายการบินนกสกู๊ต จากัด。

“There is space for India to position itself as the organizer of a global development coalition.”

Mohamed Zeeshan on How India Can Grow Its Global Influence

India has big power ambitions but is still far away from realizing it. Despite its massive population, economic heft and military might, India’s global influence remains limited and it is punching way below its weight on global issues. In his book “Flying Blind: India’s Quest for Global Leadership,” published by Penguin Random House, author Mohamed Zeeshan says that India’s fence-sitting on major geopolitical issues is costing the country dearly. He argues in favor of India supporting democratic values and processes abroad.

In an email interview with The Diplomat’s South Asia editor, Sudha Ramachandran, Zeeshan discusses how India must deal with its South Asian neighbors and why it must “avoid paranoia over its neighbors’ dealings with China.”

You say that fence sitting is “responsible for India’s lack of influence” in the world. Could you explain?

When I think of “influential powers,” I think of countries that are able to consistently represent and fulfill the interests of allies or constituents abroad, so that their own welfare becomes integral to the welfare of the allies. India does not have the military and economic capabilities of the U.S. yet, but given its size, demographics, arms imports, and other things, it’s still very important. The problem for India is that it does not take a consistent or coherent stance on sensitive political questions that are important to other countries.

On most geopolitically sensitive issues around the world, India is entirely absent and has no stance, but even when it takes a stance, it is not clear or consistent. Indian diplomats often say that they represent democratic values, but India is afraid to commit support to democratic movements. If India thinks that supporting pro-democracy activists is not in its interest (and in my book, I argue that it most certainly is), then it should commit its support to authoritarian leaders – as some world powers do, under the garb of protecting state sovereignty. But India isn’t able to commit support one way or the other reliably, in a way that is consistent with its own interests and therefore sustainable for any length of time.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

While fence-sitting on issues may be problematic, don’t you think that not taking sides between “sworn enemies” enables a country to do business with both sides (as with Iran and Saudi Arabia)?

For smaller powers, this is true, but I think that India – largely owing to its extraordinary size – has crossed the point where countries that are angry can simply say that they won’t do business with India. Whether Iran likes the West or not, it has to do business with the West, which is why it hankers after the removal of sanctions. I think that we can say the same for India; countries would like more access to India’s large consumer market.

As I write in my book, India was – for decades – a very vocal supporter of the Palestinian cause. But that did not stop Israel from courting India, largely due to lucrative arms deals. If India can do this with Israel, why is New Delhi afraid of taking a stand elsewhere?

In your book, you call on India to support democracy and democratic values abroad. How should India deal with authoritarian democracies like Sri Lanka, for instance?

I write in my book that the neighborhood is very tricky for India. It’s easier for India to stand up for democratic values in Somalia or Syria than in South Asia, because the neighbors can do damage by courting China.

Authoritarian democracies are trickier than undemocratic states, because majoritarian politics in these countries enjoy electoral support and, therefore, greater public legitimacy. In such countries, like Sri Lanka, back-door diplomacy is wise: mediating between communities and factions, towards well-defined objectives, rather than questioning the legitimacy of the government.

Pakistan gets just limited attention in your book. It doesn’t figure in the cooperative initiatives you suggest for South Asia. Why? Have you given up hope, at least for now, on India-Pakistan relations improving?

I think India-Pakistan relations are going to ebb and flow. We’ve just seen this now with the latest attempt at backdoor talks; they seem to have petered out very quickly. There are very fundamental differences on the two sides which make a sustainable thaw unforeseeable. The absence of hostilities with India is a significant threat to the Pakistani military’s standing and influence within Pakistani politics. Even for civilian politicians, owing to deep-rooted mistrust and misinformation, painting India as anything other than an enemy will be political suicide. And now, with India under the grip of Hindu majoritarianism, the incentive for peace has also diminished in New Delhi.

But by obsessing on Pakistan, India is wasting opportunities for integration across the rest of the region. In fact, if India can integrate the rest of South Asia – and produce developmental gains as a result – it could even help build a case within Pakistan to drop old animosities and join these efforts, for Pakistan’s own economic benefit. We have seen this happen in Southeast Asia and Europe, and there is no reason why it can’t happen in South Asia.

For the success of its global power project, India needs the support of its South Asian neighbors. In your book you say that they have to believe that a strong and powerful India is in their interest. That means they will have to see their own welfare in India’s security and development. What should India do to convince them of this, especially at a time when they see their interests more in sync with what China has to offer (infrastructure)?

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

The first thing India needs to do is avoid paranoia over its neighbors’ dealings with China. No South Asian country wants a region dominated by China. They seek a healthy balance of power between India and China.

But due to geographical proximity and cultural ties, there are many things that India can provide which China can’t, which I enumerate in my book. For instance, a common visa for tourists from outside South Asia would boost tourism revenue for many countries. Only economic and cultural integration, which makes India’s neighbors a part of India’s growth, will create a stake for them in a strong and powerful India.

India’s greatest challenge, however, will be trust-building. There is a lot of mistrust and cynicism on all sides, and as I argue in my book, India is not blameless for the rather high-handed manner in which it has often behaved. I talk about the Friendship Treaties with Nepal and Bhutan in my book as one of several examples. India needs to be more charitable and respectful.

In your book you clearly favor India joining a global alliance with the U.S. You don’t discuss the Quad in your book, but how far would its partners in Quad, for instance, be willing to go to back?India in a military confrontation with either Pakistan or China?

Mutual defense partnerships are a chicken-and-egg situation. On India’s side, folks would wonder if the Quad will come to India’s aid. On the other side, Washington wonders if India will ever come to its aid.

There’s a clear overlap of interests. If India is able to play a more proactive role in Afghanistan – from a security angle – America is far more likely to trust India than stay committed to Pakistan. With regards to China, there’s a clear consensus in Washington that favoring and strengthening India will fulfill American interests. Similarly, in the aftermath of the Galwan clash, India now clearly believes that an Asia dominated by China is not in its interests.

So, if a mutual defense pact is to be worked out, there is a fair bit of common?ground to work with. But the big question is whether India wants a mutual defense pact with America. India has been the most skeptical Quad member, in terms of viewing the Quad as a potential military alliance.

But before jumping into such commitments in Asia, I think it’s wiser for India and the U.S. to build trust at an easier level – intelligence-sharing around the world, for instance, as I describe in my book.

You suggest the building of a “Delhi Consensus” coalition to grow India’s influence. Could you elaborate?

India is very unique, in that it is fairly advanced in some respects while still suffering from several developmental challenges. But I see these developmental challenges as a strength in diplomacy rather than a weakness, because the vast majority of the world’s population still faces many of these problems.

I think there is space for India to position itself as the organizer of a global development coalition, which shares lessons and knowledge on what works and what doesn’t, in terms of development. If India organizes such a global effort, it will also bring several solutions for India’s own development problems.

India is already doing this in a fragmented manner through various bilateral initiatives under the Indian Technical and Economic Cooperation (ITEC) program, which builds state capacity in various developing countries, but if India can expand this into a multilateral give-and-take initiative, it would increase India’s influence in world affairs.

There are several emerging areas in global governance – digital economy, cybersecurity, e-governance and so on – which require norm-building and standardization at a global level, and a “Delhi Consensus” coalition would certainly be able to set the agenda on these issues. India has the technical capabilities, but it would require political will to bring countries together.